ทำไมผ่อนคอนโดมาหลายปี เงินต้นแทบไม่ลด
เป็นคำถามที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่เริ่ม ผ่อนคอนโด เป็นครั้งแรก
ในช่วงปีแรกของการผ่อนชำระ หากมีค่างวดประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน เงินส่วนใหญ่จะถูกนำไปชำระในส่วนของ “ดอกเบี้ย” อาจสูงถึง 12,000–15,000 บาท ขณะที่เงินต้นถูกตัดลดเพียงเล็กน้อย แม้จะเป็นเงื่อนไขที่รับทราบตั้งแต่ต้น แต่หลายคนยังไม่เคยเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ตัวเลขดอกเบี้ยเหล่านี้มีที่มาอย่างไร
เหตุใดอัตราดอกเบี้ยในแต่ละช่วงเวลาจึงแตกต่างกัน
เหตุใดแต่ละธนาคารเสนออัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากัน
และใครเป็นผู้กำหนดอัตรา MRR ที่มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
การเข้าใจที่มาของอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นความรู้พื้นฐานที่ผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยควรทำความเข้าใจ เพราะช่วยให้สามารถประเมินแนวโน้มในอนาคต วางแผนการผ่อนชำระ และเลือกจังหวะในการกู้หรือรีไฟแนนซ์ได้อย่างเหมาะสม
บทความนี้จะอธิบายกลไกของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ตั้งแต่ที่มา ไปจนถึงประเด็นสำคัญที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจกู้คอนโดในระยะยาว
ที่มาของอัตราดอกเบี้ยโดย กนง. และดอกเบี้ยนโยบาย
หากเปรียบเงินเป็นกระแสน้ำในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือกลไกหลักที่ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลอย่างสมดุล ไม่มากหรือน้อยเกินไป
จุดเริ่มต้นของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย มาจากการประชุมของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งจัดขึ้นปีละ 6 ครั้ง เพื่อกำหนด อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) อันเป็นฐานสำคัญของต้นทุนทางการเงินทั้งระบบ
เหตุผลในการปรับอัตราดอกเบี้ยของ กนง.
การตัดสินใจขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย พิจารณาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1. เงินเฟ้อ (Inflation)
เมื่อราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นเร็วเกินไป กนง. มักปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อชะลอการกู้ยืมและการใช้จ่าย ลดแรงกดดันด้านราคาในระบบเศรษฐกิจ
2. ภาวะเศรษฐกิจ (Economic Growth)
ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว การปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการกู้ยืม การลงทุน และการบริโภค เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ผลกระทบต่อการ ผ่อนคอนโด เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้น ต้นทุนทางการเงินของระบบธนาคารจะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เช่น MRR ในที่สุด ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ต้นทุนของธนาคารมาจากไหน
ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้มีอำนาจในการผลิตเงินขึ้นมาเอง แต่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินระหว่างผู้ฝากเงินและผู้กู้เงิน
- รับซื้อเงิน (Funding) - รับเงินจากประชาชนและภาคธุรกิจที่นำเงินมาฝาก โดยจ่ายผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเงินฝาก
- ปล่อยเงิน (Lending) - นำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ให้กับผู้ซื้อบ้านหรือคอนโด โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้
ด้วยเหตุนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จึงจำเป็นต้องสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเสมอ ส่วนต่างระหว่างสองอัตรานี้เรียกว่า Spread ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของธนาคาร
สูตรการตั้งดอกเบี้ยของธนาคาร
อัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญาสินเชื่อที่อยู่อาศัยเมื่อ ผ่อนคอนโด เช่น MRR 7.30% เกิดจากคำนวณจากโครงสร้างต้นทุนและความเสี่ยงของธนาคาร ดังสมการต่อไปนี้
ดอกเบี้ยเงินกู้ = ต้นทุนเงินฝาก + ค่าดำเนินงาน + ความเสี่ยงหนี้เสีย + กำไรที่ต้องการ
1. FIDF Fee: ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารพาณิชย์ต้องนำส่งให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 0.46% ซึ่งถือเป็นต้นทุนทางการเงินโดยตรง
2. ความเสี่ยง (Risk Premium): ส่วนเพิ่มเติมเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้ ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนหรือมีแนวโน้มหนี้เสียสูงขึ้น ธนาคารมักปรับเพิ่มส่วนนี้เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ตลาดโลกและพันธบัตรรัฐบาล
อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่าง คอนโดกรุงเทพ ไม่ได้เคลื่อนไหวตามปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา
เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เงินทุนมีแนวโน้มไหลกลับไปยังสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าเงินในประเทศเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาท อ่อนค่าลง ทำให้ไทยอาจจำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์มักใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปี เป็นตัวอ้างอิงต้นทุนทางการเงิน ซึ่งเมื่อ Bond Yield ปรับสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในการ ผ่อนคอนโด ระยะยาว หรือ Fixed Rate ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตาม
ทำไมดอกเบี้ยคอนโดจึงอ้างอิง MRR
เมื่อเข้าใจที่มาของอัตราดอกเบี้ยแล้ว ขั้นถัดมาคือการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งโดยทั่วไปจะอ้างอิงกับ MRR (Minimum Retail Rate)
- MRR คืออัตราดอกเบี้ยมาตรฐานที่ธนาคารใช้กับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือสินเชื่อส่วนบุคคล
- MLR / MOR อัตราดอกเบี้ยที่ใช้กับลูกค้ารายใหญ่หรือภาคธุรกิจ ซึ่งมักอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า MRR
สาเหตุที่อัตรา MRR ของแต่ละธนาคารแตกต่างกัน มาจากโครงสร้างต้นทุนทางการเงินที่ไม่เท่ากัน
- ธนาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานเงินฝากจำนวนมาก มักมีต้นทุนเงินที่ต่ำกว่า จึงสามารถกำหนดอัตรา MRR ในระดับที่แข่งขันได้
ในทางกลับกัน
- ธนาคารขนาดเล็กอาจต้องเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดเงินฝาก ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และสะท้อนออกมาเป็นอัตรา MRR ที่สูงกว่า
ด้วยเหตุนี้ การเลือกธนาคารสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาระดอกเบี้ยในระยะยาว และไม่ควรถูกมองข้าม
ทำไมดอกเบี้ยโปรโมชันจึงต่ำกว่าปกติ
โปรโมชันสินเชื่อ ผ่อนคอนโด เช่น อัตราดอกเบี้ยปีแรก 1.99% หรือ เฉลี่ย 3 ปีแรก 3.50% มักสร้างคำถามว่า เหตุใดอัตราดอกเบี้ยจึงต่ำกว่าระดับ MRR ที่อยู่ราว 7% อย่างมีนัยสำคัญ
คำตอบคือ ธนาคารยอมลดกำไรในช่วงเริ่มต้นของสัญญา เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าสู่ระบบสินเชื่อระยะยาว โดยอิงจากพฤติกรรมการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10 - 20 ปี
โครงสร้างดอกเบี้ยโปรโมชันมักแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก
- ช่วงปีที่ 1–3 ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ ทั้งแบบคงที่ (Fixed Rate) และลอยตัว (Floating Rate)
- ปีที่ 4 เป็นต้นไป ปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเต็มรูปแบบ เช่น MRR – 1.00% หรือใกล้เคียง
ดังนั้น การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อไม่ควรดูเฉพาะตัวเลขในช่วงปีแรก แต่ควรพิจารณา EIR (Effective Interest Rate) หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา ซึ่งมักสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และมีความใกล้เคียงกันในแต่ละธนาคาร
ตัวแปรส่วนบุคคล
อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อในการ ผ่อนคอนโด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว เช่น นโยบายการเงินหรือภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของผู้ขอสินเชื่อแต่ละรายด้วย
- กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Grade A) - ผู้มีรายได้สม่ำเสมอ มีประวัติการชำระหนี้ตรงเวลา และมีเงินออม จะมีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือเงื่อนไขสินเชื่อที่ดีกว่า
- กลุ่มความเสี่ยงปานกลางถึงสูง (Grade B / C) - ผู้มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น อาชีพอิสระ หรือเคยมีประวัติการชำระล่าช้า อาจได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หรือได้รับวงเงินกู้ต่ำกว่าที่คาดหวัง
ควรวางแผนการ ผ่อนคอนโด อย่างไร

เมื่อทราบว่าอัตราดอกเบี้ยของการ ผ่อนคอนโด เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ นโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้นทุนของธนาคาร และระดับความเสี่ยงของผู้กู้ การวางแผนทางการเงินจึงสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1. ติดตามเงินเฟ้อและนโยบาย กนง.
เมื่อมีสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้น การกู้หรือรีไฟแนนซ์เพื่อล็อกอัตราดอกเบี้ยแบบ Fixed Rate ตั้งแต่ช่วงต้น ช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว
2. เลือกธนาคารอย่างรอบคอบ
ควรพิจารณาอัตรา MRR และโครงสร้างดอกเบี้ยในระยะยาว มากกว่าดูเฉพาะโปรโมชันปีแรก
3. รักษาคุณภาพเครดิตทางการเงิน
ประวัติการชำระหนี้ที่ดีและรายได้สม่ำเสมอ ช่วยให้ได้รับอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขสินเชื่อที่ดีกว่า
ท้ายที่สุด ดอกเบี้ยเป็นผลลัพธ์ของกลไกตลาดและการวางแผนทางการเงิน ยิ่งเข้าใจที่มาของดอกเบี้ยมากเท่าใด การบริหารจัดการภาระหนี้สินในการซื้อ คอนโดหรู ก็ยิ่งทำได้อย่างคุ้มค่าในระยะยาว