สำหรับคนที่เริ่มอยากลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสนใจการซื้อคอนโดปล่อยเช่า หนึ่งในสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือกรรมสิทธิ์ในการถือครอง ที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ Leasehold และ Freehold ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าของคอนโดหรูที่ถือครอง รวมถึงความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาวเช่นกัน
บทความนี้จะเปรียบเทียบข้อดีของการลงทุนคอนโดระหว่าง Leasehold และ Freehold พร้อมเจาะจุดเด่นว่าแต่ละประเภทเหมาะกับนักลงทุนรูปแบบไหน
กรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม Leasehold และ Freehold คืออะไร
Leasehold คือรูปแบบการครอบครองที่ผู้ได้รับสิทธิ์สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อครบกำหนดตามสัญญากรรมสิทธิ์ (ตามกฎหมายไม่เกิน 30 ปี แต่สามารถต่อสัญญาได้ตามการตกลง) ทรัพย์สินจะกลับคืนสู่เจ้าของที่ดินหรือผู้ให้เช่า ในขณะที่ Freehold คือการถือครองกรรมสิทธิ์โดยถาวร ไม่มีกำหนดระยะเวลา
ข้อดีของการลงทุนคอนโดมิเนียม Leasehold
- ราคาเข้าถึงง่าย - คอนโดมิเนียม Leasehold ส่วนใหญ่จะมีราคาที่เข้าถึงง่าย เนื่องจากกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อที่จำกัดอยู่เพียง 30 ปี และมูลค่าของห้องชุดที่จะค่อย ๆ ลดลงตามระยะเวลาสัญญาเช่าที่เหลืออยู่
- ผลตอบแทนสูง - จากราคาขายที่เข้าถึงง่ายส่งผลให้กรรมสิทธิ์ Leasehold สามารถสร้างกำไรได้มาก โดยเฉพาะในคอนโดที่อยู่บนทำเลศักยภาพ
- มีตัวเลือกหลากหลาย - ปัจจุบันคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ แบบ Leasehold มีหลากหลายโครงการ ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกโครงการที่ถูกใจได้ไม่ยาก
คอนโดมิเนียม Leasehold เหมาะกับใคร
ข้อดีของการลงทุนประเภทนี้คือผลตอบแทนที่สูง และจากกรรมสิทธิ์ที่มีระยะเวลากำหนด 30 ปี ทำให้ Leasehold เหมาะกับผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยในระยะสั้น หรือวางแผนสำหรับอยู่อาศัยชั่วคราวก่อนจะย้ายไปพื้นที่ที่ใหญ่กว่าเดิมเมื่อขยายครอบครัว
ข้อดีของการลงทุนคอนโดมิเนียม Freehold
- มูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น - กรรมสิทธิ์ประเภท Freehold โดยเฉพาะในทำเลคุณภาพ มักจะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่ถือครอง และสามารถโอนขายได้ง่าย เป็นที่ต้องการของตลาด
- ส่งต่อเป็นมรดกได้ - จากกรรมสิทธิ์ที่ถือครองได้โดยถาวร ทำให้สามารถส่งต่อคอนโดมิเนียมเป็นมรดกมูลค่าสูงให้กับลูกหลานได้
- ขอสินเชื่อง่าย - ธนาคารจะมองว่าคอนโดมิเนียม Freehold เป็นสินทรัพย์ถาวรที่มีมูลค่าสูง ทำให้สามารถขอสินเชื่อได้ง่าย
คอนโดมิเนียม Freehold เหมาะกับใคร
ข้อดีของการลงทุนประเภทนี้คือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ทำให้มีราคาขายที่สูงกว่าสิทธิ์ Leasehold จึงเหมาะกับผู้ที่มองการอยู่อาศัยควบคู่ไปกับการสร้างสินทรัพย์ระยะยาว ให้ทรัพย์สินเติบโตและเพิ่มมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งต่อคุณค่าในอนาคต

สรุปแล้ว การเลือกรูปแบบกรรมสิทธิ์ถือเป็นก้าวแรกของการลงทุนในคอนโดมิเนียม และไม่ว่าจะ Leasehold หรือ Freehold ต่างมีข้อดีของการลงทุนที่แตกต่างกันไป หากนักลงทุนให้ความสำคัญกับการสร้างกำไรในระยะสั้น Leasehold คือทางเลือกที่ดี
แต่หากคุณต้องการการลงทุนที่เติบโตในระยะยาว และสามารถส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์กรรมสิทธิ์ Freehold จึงเหมาะสมกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นโครงการ Freehold ที่ตั้งอยู่บนทำเลคุณภาพสูง เช่น SCOPE Langsuan คอนโดหลังสวน ที่ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทั้งในด้านการอยู่อาศัยและการสร้างมูลค่าในระยะยาว